ทำไมลูกฉันต้องเรียนวันละ 8 ชั่วโมง

ทำไมลูกฉันต้องเรียนวันละ 8 ชั่วโมง

ยอมรับกันได้หรือยัง?

8 ชั่วโมงในห้องเรียนแบบเดิมๆ ไม่ได้ช่วยพัฒนาเด็กได้จริง

 

คุณเคยไปนั่งประชุมหรือไปสัมมนาอะไรสักอย่างทั้งวัน แต่พอกลับมาแล้วไม่รู้ว่าได้เรียนรู้อะไรสักอย่าง ถ้าจำนวนเวลาในห้องเรียนเป็นตัววัดคุณภาพได้จริง การศึกษาของเราต้องติดอันดับต้นๆ ของโลกแน่นอน มาดูประเทศที่การศึกษาเข้มแข็งให้เวลาในห้องเรียนต่อวันกัน (ชั่วโมงเรียนโดยเฉลี่ยในโรงเรียนต่อวัน)

 

  • ฟินแลนด์
  • สิงคโปร์ 5.5 
  • เยอรมัน 5.5
  • ออนตาริโอ 6
  • เอสโตเนีย 6
  • ญี่ปุ่น 6
  • นิวซีแลนด์ 6.5
  • สหรัฐอเมริกา 6.8
  • เซี่ยงไฮ้ 7
  • เนเธอร์แลนด์ 7
  • ฮ่องกง 7.5
  • เกาหลี 8
  • ไต้หวัน 8.5

(ที่มา National Center on Education and The Economy)

 

ประเทศเราก็อย่างที่รู้กัน นับแค่ชั่วโมงในห้องเรียนไม่พอ ต้องนับชั่วโมงเรียนพิเศษหลังเลิกเรียนและวันเสาร์อาทิตย์ด้วย เพราะลักษณะวิธีการเรียนไม่ต่างกับในห้องเรียนที่โรงเรียน คือ “การนั่ง ฟัง ดู จด“ ในปี พ.ศ. 2555 เราจึงเคยได้รับเกียรติการสำรวจจากยูเนสโก้ ว่าติดอันดับชั่วโมงเรียนยาวนานที่สุดในโลก (ในช่วงอายุ 9-13 ปี)

 

 

ปัญหาที่แท้จริงของระบบการเรียนไทย คืออะไร?

 

จริงๆแล้ว จำนวนชั่วโมง ไม่ใช่ปัญหา แต่เป็นคุณภาพในการเรียนในชั่วโมงนั้นๆ มากกว่า ประเทศฟินแลนด์ ให้เด็กใช้เวลาในห้องเรียนเฉลี่ยเพียง 5 ชั่วโมงต่อวัน แต่ผลการทดสอบได้สูงติด 5 อันดับในโลกมานานหลายปี ในขณะประเทศไทยมีจำนวนชั่วโมงเรียนสูงมาก แต่ไม่เคยติดอันดับสูงกว่า 20 ในการทดสอบระดับโลกอย่าง PISA สะท้อนให้เห็นว่า จำนวนชั่วโมงไม่ได้เท่ากับผลที่ได้

 

 

สิ่งที่ควรให้ความสำคัญจริงไม่ใช่จำนวนเวลา แต่เป็นเรื่องของ..

 

1. คุณภาพในการเรียน และประสบการณ์ที่เด็กได้รับต่างหาก
ถ้ากิจกรรมในการเรียนรู้นั้นสนุก กระตุ้นความสนใจ เด็กได้รับประสบการณ์ที่ดี มีความสุข  การเรียนรู้ต่อเนื่องยาวนานไม่ใช่ปัญหา

 

2. ช่วงอายุที่สอดคล้องกับกิจกรรม
แต่ละช่วงอายุมีความสนใจ สมาธิ จดจ่อได้ไม่เท่ากัน เวลาในการทำกิจกรรม การเรียนต้องเหมาะสมกับช่วงวัย การใช้การนั่งเรียนฟังเขียนจดต่อเนื่องกันยาวนาน เหมือนกันหมดตั้งแต่อนุบาลจนมัธยม

 

3. การจดจ่อในแต่ละช่วงวันไม่เท่ากัน
การเอาจำนวนชั่วโมง จำนวนวิชา แล้วก็มาจัดสรรหารลงให้ได้ครบในแต่ละวัน โดยปกติในช่วงเช้าเป็นช่วงสมองสดชื่นกว่า ในช่วงบ่ายหลังอาหารใหม่ที่กระเพาะอาหารต้องใช้ ออกซิเจนในการย่อย ทำให้เกิดอาการง่วง หรือชั่วโมงบ่ายแก่ๆ ที่สมองล้าจากการทำงานหนักมาทั้งวันแล้ว การทำกิจกรรมการเรียนรู้จึงต้องสอดคล้องกับสภาวะของร่างกายด้วย

 

4. การไม่ให้ความสำคัญกับการได้หยุดพักสั้นๆ
การเรียนรู้ต่อเนื่อง วิชาต่อวิชาไปเรื่อยๆ ไม่ให้สมองได้หยุดทบทวน หรือหยุดพักเตรียมพร้อมก่อนเรียนรู้ต่อ ทำให้สมองล้าเร็ว หากให้เด็กได้นั่งสมาธิสั้นๆ หรือมีช่วงพักระหว่างเรียนบ่อยขึ้น จะเป็นการ Refresh สมองให้พร้อมรับได้ดีกว่า เหมือนการประชุมยังต้องมีเบรค

 

5. วิธีการเรียนที่จำเจทั้งวัน
วิธีการเรียนที่เหมือนๆ กันทุกวิชาทั้งวัน ก็ไม่ต่างกับการนั่งประชุมนิ่งๆ ยาวๆ ทั้งวัน ที่มีโอกาสหลุด ใจลอย ตามไม่ทัน เพราะไม่มีอะไรไปกระตุ้นความสนใจ หรือไม่ได้ขยับร่างกายเพิ่มออกซิเจน

 

6. ไม่ให้ความสำคัญกับการเรียนรู้เฉพาะบุคคล  
เรื่องนี้เป็นประเด็นสุดท้ายที่สำคัญมาก แต่ได้รับความสนใจน้อยที่สุด ความชอบและสไตล์การเรียนรู้แต่ละคนไม่เท่ากัน ในบางเรื่อง เด็กบางคนใช้เวลาไม่ถึงสิบนาทีก็เข้าใจดีแล้ว แต่สำหรับบางคนอาจต้องใช้เวลาหลายชั่วโมง แต่เด็กทุกคนกลับถูกบังคับให้ใช้เวลาเท่ากัน ในทุกเรื่อง เด็กที่เร็วกว่าในบางวิชาก็เบื่อ ในขณะที่เด็กบางคนที่ช้ากว่าก็ตามไม่ทัน สะสมความไม่เข้าใจไปเรื่อยๆ หรือในสิ่งที่ชอบกำลังเรียนรู้ได้อย่างเข้มข้น เรียกว่าจะคลิกอย่างทะลุปรุโปร่งแล้ว ก็ถูกตัดเวลาให้จบเพราะหมดชั่วโมงแล้ว

 

แต่ละคนมีจังหวะเวลาในการเรียนรู้แต่ละเรื่องไม่เท่ากัน การจำกัดให้ทุกคนต้องใช้เวลาเท่าๆ กันให้ครบตามที่ถูกกำหนดมา จึงไม่ได้ช่วยการพัฒนาการศึกษาให้ก้าวหน้าเสียที

 

ถ้าการเรียน 8:00- 16:00 ในห้องเรียนมันเวิร์คจริง มันควรได้ผลกับเด็กๆ มาหลายสิบปีแล้ว แต่ทำไมเราจึงไม่เห็นเด็กไทยในเวทีโลกมากกว่านี้ เด็กไทยไม่ได้ฉลาดน้อยกว่าใคร แต่เป็นเพราะไม่ได้รับการเอาใจใส่การเรียนที่ถูกเสียที

 

เมื่อกริ่งหมดชั่วโมง กลายเป็นตัดโอกาสความเข้าใจขั้นสูงสุด

 

โรงเรียนในระบบส่วนใหญ่ จัดแบ่งกำหนดให้ต้องจบตามเวลา บางครั้ง เด็กบางคนกำลังจะเข้าใจแบบทะลุปรุโปร่งละ อีกนิดเดียว แต่เวลาหมดเสียก่อน สัปดาห์หน้าก็เรื่องใหม่แล้ว เรื่องนี้ก็พักไว้ก่อน ใครโชคดีเข้าใจแล้วก็ไปต่อได้ ใครช้าก็สะสมความข้องใจไปจนปลายเทอม

 

แต่มีระบบในโรงเรียนทางเลือกบางระบบที่การไปตัดช่วงเวลาการเรียนรู้ของเด็กในขณะที่กำลังเรียนรู้อยู่นั้น ถือเป็นความผิดร้ายแรงทีเดียว เพราะว่าถ้าปล่อยให้เด็กให้เด็กเรียนรู้ทำสิ่งนั้นต่ออีกแค่ 5-10 นาที จะกลายเป็นความเข้าใจแบบเคลียร์คัทในสมองหรือค้นพบ Bingo! แบบไอแซค นิวตันเลยก็ได้ 

 

ระบบนี้ใช้ในโรงเรียนทางเลือกที่มีการจัดการศึกษาแบบ Montessori มอนเตสซอรี่ (แบบ 100%) ในวิธีการเรียนของเด็กๆในระบบนี้ เด็กจะเป็นผู้เลือก Task งานที่อยากเรียน เมื่อได้รับการแนะนำจากคุณครูแล้ว เด็กๆจะลงมือทำ เรียนรู้กับงานนี้ในเวลาที่ตัวเองพอใจ (เข้าใจดีแล้ว) เพราะคนที่จะตอบได้ว่า แค่ไหนที่เรียกว่าเข้าใจจริงๆ ก็คือตัวผู้เรียนเอง แน่นอนว่า ถ้ามีคำถามสามารถถามคุณครูให้แนะนำได้ สุดท้าย เมื่อเด็กๆพอใจกับความเข้าใจของตัวเองแล้ว จึงจะมีการตรวขสอบ ประเมินอีกที เด็กๆมีความสบายใจและมั่นใจว่า พร้อมให้ประเมินจริงๆ 

 

เมื่อเด็กแต่ละคน ไม่ต้องกังวลกับเวลา แต่ละคนสามารถอยู่กับ Task ของตัวเอง โดยไม่ต้องเหลือบดูเพื่อนว่าเสร็จหรือยัง ตัวเองช้ากว่าหรือไม่ ทำอะไรผิดหรือเปล่า เพราะ Task ไม่เหมือนกัน เรียกได้ว่า เป็นการเรียนแบบลุ่มลึก เรียนเฉพาะบุคคล

 

การเรียนตามความสนใจ เวลาไม่ใช่ตัวกำหนด

 

โฮมสกูล หรือ บ้านเรียน ได้รับความนิยมมากขึ้นทุกวัน แต่บ้านเรียน โฮมสกูล ไม่ใช่แค่การเรียนที่บ้านด้วยการจำลองโรงเรียนมาจัดเองตามตารางสอนเหมือนยกห้องเรียนมาที่บ้าน การเรียนรู้แบบโฮมสกูล เป็นการเรียนตามความสนใจของเด็กก่อน แล้วค่อยๆ แตกแขนงความรู้จากเรื่องนั้นไปยังเรื่องอื่นๆ จึงไม่เกี่ยวข้องอะไรกับเวลา ว่าจะต้องเรียนเรื่องนี้ กี่ชั่วโมง กี่วัน กี่เดือน เพราะเป็นการเรียนที่ต่อยอดไปได้เรื่อยๆ ไปได้ไกลเท่าที่ใจอยากรู้ อาจจะแรกเริ่มพับกระดาษ ไปไกลถึงนักบินอวกาศ กาแลคซี่อื่นในจักรวาลก็ได้ เวลาไม่ใช่ตัวกั้นขอบเขตความใฝ่รู้ได้ ถ้าใจอยากรู้ จะนานเป็นปี ก็ยังได้ เด็ก โฮมสกูลจึงมีโอกาสได้เรียนรู้ทั้งแนวกว้าง และแนวลึกเท่าที่จะไปได้ หรือยังสนใจอยู่ 

 

ยุคแห่งข้อมูลข่าวสาร มีองค์ความรู้ใหม่เกิดขึ้นทุกวัน เด็กๆก็รับข้อมูลใหม่ๆ เรียกว่าเป็นรายวัน รายชั่วโมง (ยิ่งในช่วงปิดเทอม) ถ้ามีลูกอยู่ในระบบ 8 ชั่วโมง วันจันทร์ถึงวันศุกร์ พ่อแม่อาจต้องพิจารณา ใช้วันเสาร์อาทิตย์ ให้กลายเป็นช่วงเวลาที่พัฒนาการเรียนรู้อย่างแท้จริงดูบ้าง ถ้าไม่รู้จะเริ่มอย่างไร เริ่มทำความเข้าใจเด็กยุคใหม่ใน คอร์ส เลี้ยงลูก Gen Z (Fundamental of Parenting Gen Z) แล้วจะรู้ว่า ถ้าลูกสนใจแท้จริง การโฟกัสแม้เพียง 1 ชั่วโมงในเรื่องนั้น สมองได้รับการพัฒนามากกว่าการนั่งฆ่าเวลา 8 ชั่วโมงแบบไม่ได้อะไรเลยแน่นอน 

 

คลิก line@@geniusschoolth

 

 

ทำไมลูกฉันต้องเรียนวันละ 8 ชั่วโมง

นุกูล ลักขณานุกุล

PERSONALIZE PATHWAY CURRICULUM LEADER

ผู้แปลหนังสือมั่งคั่งระดับตำนาน หนังสือเพื่อมุ่งเข้าใจตัวตน เพื่อปรับตัวให้เข้ากับโลก ในศตวรรษที่ 21