ปิดเทอมแล้ว พาลูกเข้าแคมป์แบบไหน ที่ไหนดี?

ปิดเทอมแล้ว พาลูกเข้าแคมป์แบบไหน ที่ไหนดี?

ปิดเทอมแล้ว พาลูกเข้าแคมป์แบบไหน ที่ไหนดี?

 

ปิดเทอมทีไร มีคนมาปรึกษาอยู่เรื่อย 

ให้ลูกทำอะไรดี เรียนอะไรดี 

ถ้าไม่มีอะไรให้ทำ ได้ต้องตัดแว่นใหม่

เพราะจ้องจอดูมือถือ เล่นเกมกันทั้งวันยันเที่ยงคืนแน่

 

จริงๆเวลาสองสามเดือนช่วงปิดเทอม

เป็นช่วงเวลาที่ยาวนานพอจะทำให้เกิดทักษะใหม่ๆ

หรือความรู้ใหม่ๆนอกห้องเรียนได้ดีมากๆ

ขออย่างเดียว อย่าเอาเวลาทั้งปิดเทอม

ไปทำสิ่งที่ทำอยู่แล้วตลอดทั้งปีที่ผ่านมา

คือ การเรียนพิเศษเต็มวันทุกวัน

โดยหวังแค่เพียงเติมหน้าจะได้คะแนนดีขึ้น

 

ใช้ช่วงเวลานี้ให้เป็นการเติมเต็มทักษะความรู้

ที่ในชั่วโมงเรียนให้ได้น้อยจะดีกว่า

โดยเฉพาะเรื่องที่จำเป็นในศตวรรษที่ 21 

5 เรื่องสำคัญได้แก่

 

1. Global Awareness 

   การตระหนักในการเป็นประชาคมโลก

2. Financial, Economic, Business and Entrepreneurial Literacy

    ความรู้ด้านเศรษฐกิจ การเงิน ธุรกิจ และการเป็นผู้ประกอบการ

3. Civic Literacy 

   ความรู้ด้านการเมือง การปกครอง บทบาทและหน้าที่การเป็นพลเมือง

4. Health Literacy

   ความรู้ด้านสุขภาพ

5. Environment Literacy

   ความรู้ด้านสิ่งแวดล้อม

 

(ที่มา: TEP ภาคีเพื่อการศึกษาไทย)

 

พ่อแม่ที่มีวิสัยทัศน์ต้องมองอนาคตที่ไกลกว่าคะแนนสอบให้ได้

สิ่งที่ลูกๆหลานต้องเผชิญเมื่อเป็นผู้ใหญ่จะไม่เหมือนกับที่รุ่นเราเคยเจอ

 

ค่ายหรือคอร์สแคมป์อะไรก็ตามควรจะช่วยเสริมความรู้ในเรื่องเหล่านี้

ไม่ใช่แค่เพิ่มเกรด เพิ่มคะแนนที่จะหมดอายุหลังเด็กเรียนจบ

หรืออย่างน้อยก็เพิ่ม EQ การพัฒนาทางอารมณ์ของตัวเองก็ยังดี

 

 วันนี้มาแบ่งปันกลุ่มค่ายที่น่าสนใจให้พิจารณา

 

  • ค่ายแนวเทคโนโลยี

ตอนนี้การเรียน Coding, Robot, Drone, Animation, Game Design ได้รับความสนใจ

จากเด็กๆและผู้ปกครองกันมาก ซึ่งก็เป็นสิ่งที่ควรส่งเสริมเพราะเป็นทักษะที่จำเป็นสำหรับ      

            อนาคต ข้อควรระวังคือ ต้องแบ่งเวลาไปทำอย่างอื่นด้วย หรือมีกิจกรรมค่ายที่ออกไปใช้แรง

ใช้กล้ามเนื้อของร่างกายส่วนอื่นๆด้วย ไม่งั้นจะกลายเป็นดูจอทั้งวัน เสียสุขภาพสายตา

และอาจจะอ้วนได้

 

  • ค่ายแนวธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม 

ค่ายแนวธรรมชาติเป็นได้ทั้งแนวการเรียนรู้ธรรมชาติ สัตว์ป่า สัตว์ทะเล ต้นไม้  ภูเขา แม่น้ำทะเล และค่ายที่ออกแนวจิตอาสาไปลงมือทำ

เช่น ปลูกต้นไม้ เก็บขยะริมชายหาด ปลูกป่าชายเลน รักษ์ทะเล เดินป่า ดูดาว ดูผีเสื้อ ส่องนก ปลูกข้าว ปลูกผัก  เก็บไข่ไก่ ทำผ้ามัดย้อมจากธรรมชาติ

 

  • ค่ายเพื่อสุขภาพร่างกาย กีฬา โขน เต้น รำ 

ในภาวะที่โรคภัย โรคระบาดอยู่รอบตัว สิ่งสำคัญกว่าการรักษา

คือการทำให้ร่างกายแข็งแรงไว้ก่อน 

การไปค่ายกีฬา เพื่อสุขภาพ ไม่ควรกดดันให้เข้าทำกิจกรรม

โดยหวังผลการเป็นเลิศในด้านกีฬาหรือไปแข่งขันเป็นสำคัญ

แต่ควรตั้งเป้าหมายเพื่อสุขภาพ

และการพัฒนาความแข็งแรงของกล้ามเนื้อและความยืดหยุ่นของเด็กมากกว่า

ค่ายแนวนี้ เช่นค่ายกีฬาทุกชนิด โขน การเต้น การรำ


 

  • ค่ายพัฒนาทางอารมณ์ สังคม

ค่ายนี้เป็นอีกเป็นอีกค่ายที่มีประโยชน์มาก

แต่วัดผลจับต้องได้ยาก 

ไม่ได้มีผลงานให้เห็นเหมือนอย่างอื่น

ค่ายเหล่านี้ได้แก่ ค่ายผู้นำต่างๆ ค่ายเรือใบ ดนตรี ค่ายสมาธิ

การบวชภาคฤดูร้อน

ค่ายพัฒนาบุคลิกภาพ ค่ายฝึกการพูด การนำเสนอ

เล่นบอร์ดเกมก็ได้ประโยชน์ ได้รู้จักนิสัยตัวเองและคนอื่น

ฝึกการยอมรับความพ่ายแพ้

 

  • ค่ายพัฒนาความคิดสร้างสรรค์

ค่ายแนวนี้จะออกแนวการลงมือ ทำงานโดยลงมือทำ 

สิ่งที่ได้ไม่ใช่ความคิดสร้างสรรค์แต่เป็นการฝึกฝนกล้ามเนื้อมัดเล็ก

อย่างนิ้วมือเด็กๆให้แข็งแรงใช้งานไดอย่างคล่องแคล่ว

สิ่งสำคัญคือ ไม่ติผลงานหรือวิจารณ์ทางลบ

เปรียบเทียบงานลูกกับคนอื่นเด็ดขาด

นอกจากไม่ได้ส่งเสริมแล้วยังทำลายความมั่นใจด้วย

กิจกรรมประเภทนี้ได้แก่ งานศิลปะทุกแขนง ทำสบู่ เย็บปักถักร้อย งานประดิษฐ์ ทำอาหาร ทำขนม ปั้นแป้งดินน้ำมัน 

 

  • ค่ายการเงิน ธุรกิจ

ค่ายนี้ เป็นค่ายที่ควรส่งเสริมมากที่สุด

แต่ไม่ค่อยได้รับความสนใจจากผู้ปกครองเท่าที่ควร

เพราะคิดว่า ยังเด็กอยู่ ควรใส่ใจเรื่องเรียนมากกว่า

ซึ่งนั้นทำให้เสียโอกาสการเรียนรู้เรีื่องสำคัญที่สุด

ที่กลายเป็นปัญหาตอนโต

เพราะไม่มีความรู้เรื่องการเงินจึงลงทุนผิด โดนหลอก

พ่อแม่ต้องเปลี่ยนความคิดแล้วหันมามองเรื่องการเงินและธุรกิจให้มากๆ

เพราะการเงินในยุคที่ลูกโตเป็นผู้ใหญ่จะยิ่งมีความซับซ้อน

ยิ่งลูกเข้าใจการเงิน ธุรกิจตั้งแต่เด็ก โตขึ้นจะปรับตัวได้ง่าย

รู้เท่าทันและคว้าโอกาสได้

ค่ายการเงิน เช่น เกมกระแสเงินสด ค่าย Startup kid ต่าๆ

ค่ายวางแผนการเงินสำหรับเด็ก

 

นอกจ่ายค่ายๆแล้ว ตอนนี้ถ้าเพิ่มความรู้แบบประหยัด

แนะนำการพาเด็กๆไปพิพิธภัณฑ์ต่างๆ

ในประเทศไทย ราคาเข้าถูกมาก เด็กๆเข้าฟรีก็เยอะ

ถ้าวางแผนดีๆ ซื้อบัตร Pass ราคาไม่ถึงสามร้อย

เที่ยวได้ 64 แห่งทั่วประเทศ มีทั้งแนว

ศิลปะ วัฒนธรรม ประวัติศาสตร์ ธรรมชาติ เทคโนโลยี

ใช้ได้ทั้งปีอีกต่างหาก

 

เลือกอย่างไรให้ลูกดี 

ถ้าลูกยังเล็กอยู่ (ไม่เกิน ป3) พ่อแม่อาจจะเป็นคนเลือกให้ลูกก่อน 

แต่ถ้าลูกโตกว่านี้ ให้ลูกได้มีโอกาสตัดสินใจเลือกเองดีกว่า โดยพ่อแม่เป็นคนให้ข้อมูล

เป็นการฝึกการตัดสินใจและรับผิดชอบไปในตัว (เลือกแล้วต้องทำให้ดี)

อย่างไรก็ดีในการนำค่าย แคมป์ กิจกรรมต่างๆมาให้ลูกเลือก

หรือพ่อแม่เลือกนั้น ย่อมต้องมีกุศโลบายเล็กๆน้อย

โดยจะขอแนะนำเป็นสองทางเลือกที่ต่างกันให้นำไปตัดสินใจ

 

แนวทางแรก : สิ่งที่สนใจ ถนัด ทำได้ดี

แนวทางนี้ เรียกว่า ส่งเสริมจุดแข็งหรือต่อยอดความสนใจของลูกให้เข้มข้นขึ้น

เช่นถ้าลูกชอบคอมก็ลองหาแคมป์ โค้ดดิ้ง ออกแบบเกม หุ่นยนต์อะไรแบบนี้

มาให้ลูกตัดสินใจ หรือพ่อแม่พาไปทดลองเรียนในกลุ่มประมาณนี้

ข้อดีก็คือ จะทำให้ลูกสนุกและสนใจอยากไปร่วมง่าย ไม่ต้องใช้แผนการโน้มน้าวมากนัก

เวลาไปเรียนก็ไม่งอแง แถมยิ่งเรียน ยิ่งมั่นใจในสิ่งนั้นมากขึ้น

อาจจะเรียกว่า เลือกทางลึก ก็ได้

เช่นเดียวกับการพาไปแหล่งเรียนรู้ พิพิธภัณฑ์ต่างๆ 

เลือกไปในทางสอดคล้องกับความสนใจให้มากที่สุด

 

แนวทางที่สอง : ทำสิ่งอื่นๆดูบ้าง

แนวทางนี้ จะตรงกันข้ามกับแนวทางแรกเลย 

แทนที่จะไปให้อยู่กับเรื่องเดียว ก็ให้ไปเจอเรื่องใหม่ๆดูบ้าง

ไม่จำเป็นต้องเป็น เรื่องที่ลูกอ่อนหรือเป็นจุดอ่อนก็ได้

ต้องดักคอไว้ก่อน โดยเฉพาะพ่อแม่ประเภทที่อยากให้ลูกเก่งทุกอย่าง

จะชอบทำแบบนี้ เช่น ไม่เก่งเลข ไปค่ายคณิตศาสตร์อย่างเดียว

อ่อนภาษาไป ซัมเมอร์แคมป์ 

ไม่ใช่ว่าไม่ดี แต่มันก็มีข้อเสียและไม่ใช่จุดประสงค์ของแนวทางนี้

แนวทางนี้ คือการทำลองทำสิ่งอื่นๆที่ปกติ ไม่ได้สนใจหรือไม่เคยทำมาก่อนดูบ้าง

ไม่แน่ว่าจะได้พบศักยภาพหรือความสนใจใหม่ๆขึ้นมา

ถ้าไม่ลองจะรู้ได้อย่างไรว่า ชอบหรือไม่ ทำได้หรือทำไม่ได้

โดยพ่อแม่ต้องไม่กดดันให้ต้องทำได้ดีตั้งแต่ครั้งแรก

หรือคาดหวังว่าจะต้องทำได้ดีมากๆ ไม่งั้นจะกลายเป็นกดดันจนไม่อยากไป

แค่บอกว่า เป็นการเปิดโอกาสให้ตัวเองได้ทำสิ่งใหม่ๆดูบ้างเท่านั้น

ถ้าจบแล้วพบว่า ไม่ใช่ก็หยุดแค่นี้ ไม่เป็นไร แต่ถ้าใช่ ใจชอบ

ค่อยว่ากันทีหลัง ลูกจะได้สบายใจและสนุกได้เต็มที่

แนวทางที่สอง จึงไม่ใช่แนวทางการแก้จุดอ่อน แต่เป็นการค้าหาจุดแข็งอื่นๆเพิ่ม

(ที่อาจจะซุกซ่อนอยู่)

การเลือกแคมป์ในแนวทางที่สองจึง สามารถเลือกที่มีความหลากหลายได้

เพื่อให้ลูกได้พิจารณาด้วยตัวเองหรือถ้าลูกยังเล็ก

ก็ลองเลือกอะไรใหม่ๆที่ลูกไม่เคยทำมาก่อน


 

ทำไมไม่ควรเลือกส่งเข้าแคมป์แก้จุดอ่อนตลอดปิดเทอม

 

ลองเอาตัวเองไปนั่งแทนที่เด็กดูบ้าง

ในช่วงเปิดเทอม ในหนึ่งวันเรียน 7-8 วิชา

ย่อมต้องมีวิชาที่ชอบและวิชาที่เครียด คละๆกันไป

เหมือนสุขทุกข์ปะปนกัน ก็ไม่เป็นไร

แต่ถ้าปิดเทอม พ่อแม่จัดให้เลือกมาแต่วิชาที่เครียด

มันจะเป็นอย่างไร?

ถามใจตัวเองดู ก็อาจจะดีขึ้น 10-20%

(การฝืนทำเรื่องที่ไม่ชอบ จะมีแรงต้านสูง ไปได้ช้ากว่า)

แต่อาจจะเกลียดเรื่องนั้นเพิ่มขึ้น 100%

คงไม่เป็นผลดีแน่ๆ 

ดังนั้น หากคิดว่า อยากปรับเพิ่มจุดอ่อนให้ดีขึ้นบ้างในช่วงปิดเทอม

แนะนำให้เลือกแนวทางที่ 1 เป็นอีกแคมป์ที่ลูกได้ร่วม

จะได้ผลดีกว่าแน่นอน

เพราะการได้ทำในสิ่งที่ชอบ สิ่งที่ถนัด สิ่งที่สนใจ

ยิ่งทำก็ยิ่งเก่งยิ่งคมในเรื่องนั้น จะเกิดสิ่งที่เรียกว่า

ความมั่นใจขนาดใหญ่หรือ Self esteem ในตัวเอง

ความมั่นใจขนาดใหญ่นี้จะค่อยๆแผ่วงไปยังพื้นที่อื่นๆด้วยได้

เมื่อต้องไปร่วมในพื้นที่จุดอ่อนก็จะไม่รู้สึกแย่มากนัก

เพราะในใจคิดว่า ถึงเรื่องนี้ไม่เก่ง แต่มีเรื่องอื่นที่ (โคตรกเก่ง)

ทำให้เรื่องที่อ่อนอาจจะดีขึ้น 30-40%  หรือมากกว่า

เพราะพอยิ่งรู้สึกว่า ตัวเองเริ่มดีขึ้น ความมั่นใจก็เริ่มมา

ก็ยิ่งรู้สึกดีกับตัวเองและสิ่งที่อ่อนเพิ่มมากขึ้น

เหมือนพายุไซโคลน ที่เริ่มจากจุดเล็กๆ ความั่นใจเล็กๆในจุดนั้น

สะสมกำลังเป็นความมั่นใจวงใหญ่ขึ้น ใหญ่ขึ้น

จนอาจจะไม่เป็นจุดอ่อนอีกต่อไป

 

นี่แหละคือความสำคัญมากของแนวทางการเลือกแคมป์ให้ลูกในช่วงปิดเทอม

ไม่ว่าจะให้เด็กๆไปร่วมกิจกรรมแบบไหน

สิ่งที่ได้คือ ประสบการณ์ชีวิตนอกห้องเรียน

ทำให้สมองได้พบเจอสิ่งใหม่ ความรู้ใหม่

เพื่อนใหม่ ครูใหม่ 

รูปแบบความรู้ใหม่ๆที่ได้นี่เองจะเป็นประโยชน์

ในการใช้ชีวิตของเด็กๆต่อไปที่ไม่มีวันหมดอายุ

เพราะมันคือประสบการณ์ตรง

ตรงเข้าไปในความทรงจำ

 

สุดท้าย ถ้าปิดเทอมนี้ ยังตัดสินใจไม่ได้ มีแนวทางที่สองมาให้พิจารณา "คอร์ส Young CEO : ลูกคุณก็ทำได้" ไม่เป็นทั้งจุดอ่อนหรือจุดแข็ง

แต่จะเป็นสร้างจุดแกร่งที่สอดคล้องกับการเปลี่ยนไปของโลก

เตรียมความพร้อมให้ลูกๆได้ก้าวไปอีกขั้นอย่างมั่นใจตลอดแคมป์

 

คลิก line@ : @geniusschoolth

ปิดเทอมแล้ว พาลูกเข้าแคมป์แบบไหน ที่ไหนดี?

นุกูล ลักขณานุกุล

PERSONALIZE PATHWAY CURRICULUM LEADER

ผู้แปลหนังสือมั่งคั่งระดับตำนาน หนังสือเพื่อมุ่งเข้าใจตัวตน เพื่อปรับตัวให้เข้ากับโลก ในศตวรรษที่ 21