สอนให้ลูกเติบโตจากความจริง

สอนให้ลูกเติบโตจากความจริง

“ถ้าเป็นเด็กดื้อ เดี๋ยวเรียกตำรวจมาจับเลยนะ”
“ไม่เชื่อฟังมาก ๆ เดี๋ยวให้หมอจับฉีดยาซะเลย”
“โต๊ะตัวนี้ใช่มั้ยที่ทำให้หนูเจ็บ นี่แหน่ะ! แม่ตีโต๊ะให้แล้วนะ” ฯลฯ

 

มีคำขู่และคำปลอบมากมายที่ออกมาจากปากของผู้ใหญ่ที่พลั้งเผลอและรู้เท่าไม่ถึงการณ์ว่ามันส่งผลอะไรต่อเด็ก ๆ บ้าง
 

ลองพิจารณาตามความจริงนะคะ ตำรวจมีหน้าที่อะไร จับผู้กระทำผิดที่ไม่ทำตามกฎหมายไม่ใช่หรือ หมอมีหน้าที่อะไร รักษาคนที่เจ็บป่วยใช่ไหม โต๊ะ เก้าอี้ก็วางเฉย ๆ อยู่กับที่ของมัน ไม่ได้ขยับมาทำร้ายลูกของเราแต่อย่างใด
 

คำขู่ คำปลอบเหล่านี้มันฝังอยู่ในความคิดส่วนลึกของเด็กทุกคนจนถึงวันที่พวกเขาโตเป็นผู้ใหญ่ เวลาที่เขาไปเจอตำรวจก็อาจจะรู้สึกกลัว อาจคิดว่าตัวเองทำอะไรผิดจนพาลให้รู้สึกหวาดหวั่นไปเองโดยไม่มีเหตุผล
 

เช่นเดียวกับความรู้สึกกลัวหมออยู่ลึก ๆ เวลาที่ได้พบเจอ
 

การโยนความผิดให้โต๊ะ เก้าอี้ก็อาจจะทำให้เด็กคิดไปว่าการที่เขาวิ่งไปชนโต๊ะเก้าอี้เหล่านั้นไม่ได้เกิดจากการกระทำของเขา และอาจติดนิสัยคิดว่าคนอื่นผิด เมื่อเติบโตขึ้นเวลาเขาทำผิดเขาก็จะโทษคนอื่น คุณพ่อคุณแม่คิดว่าถ้าเราขู่และปลอบลูกด้วยวิธีพูดเรื่องที่ไม่จริงแบบนี้ เมื่อลูกๆ โตขึ้นเขาจะเป็นผู้ใหญ่แบบไหนคะ
 

ทั้งหมดที่เล่ามา หนิงแค่อยากจะเชิญชวนคุณพ่อ คุณแม่ และ ผู้ใหญ่ทุก ๆ ท่านให้เลี้ยงเด็ก ๆ ด้วยความจริงและเหตุผลกันเถอะ สงสารคุณตำรวจ คุณหมอ โต๊ะ และเก้าอี้ที่ไม่รู้อิโหน่อิเหน่ว่า “ชั้นทำผิดอะไร” ที่เด็กต้องกลัว ต้องโกรธ ต้องเกลียดพวกเขาทั้ง ๆที่ยังไม่รู้จักกันเลยด้วยซ้ำ

 

ทุกครั้งที่ลูกหนิงวิ่งหกล้ม วิ่งไปชนสิ่งของ หรือดื้อกับเรา ด้วยความเป็นแม่ ไม่แปลกหรอกค่ะ ที่เราจะตกใจและสงสารลูก แต่ด้วยความเป็นแม่จึงจำเป็นต้องมีสติมากกว่าคุณลูก เมื่อลูกวิ่งชนหรือหกล้ม เราต้องหักห้ามใจตัวเองที่จะไม่เข้าไปคว้าตัวเขาในทันที เราต้องหยุดตัวเองไว้ มองดูเขาลุกขึ้นเอง

 

เขาอาจจะร้องไห้แล้ววิ่งมาหาเรา ตอนนั้นเราสามารถกอดเขาแล้วจึงถามเขาว่า “บอกแม่ได้ไหมว่าเจ็บตรงไหนครับลูก” ส่วนใหญ่แล้วเขาจะร้องต่อแค่แป๊บเดียวแล้วค่อย ๆ ตั้งสติเล่าให้เราฟัง ถ้าเขาวิ่งชนโต๊ะ หนิงจะถามว่า “เมื่อกี๊ใคร…วิ่งไม่ดูทางแล้วชนโต๊ะครับ” ทีนี้เขาจะรู้แล้วว่าตัวเขาเองที่ไม่ระวัง ไม่ใช่ความผิดของโต๊ะ
 

กรณีของหมอ เป็นธรรมดาของเด็กที่มักจะมีความทรงจำที่เจ็บเวลาโดนฉีดยา แต่หนิงพยายามบอกลูกว่า “คุณหมอนี่แหละที่จะช่วยให้เราหายตอนที่เราไม่สบาย ไม่ต้องกลัวคุณหมอนะลูก”

 

หนิงบอกแบบนี้ตั้งแต่ลูกอายุยังไม่ถึงขวบ บอกจนตอนนี้ลูกเข้าใจแล้วว่า คุณหมอมีหน้าที่ช่วยเรา ไม่ได้ทำร้ายเรา
 

การเลี้ยงลูกคือศิลปะอย่างนึง เป็นศิลปะที่เราต้องขนวิทยายุทธทุกอย่างที่มีมาใช้ หนิงเองไม่ใช่คุณแม่ที่ดีที่สุด หนิงเป็นแค่คุณแม่ที่ตั้งใจที่สุดในการจะให้เด็กเติบโตขึ้นจากความจริงอย่างมีความสุข เพราะหนิงเชื่อว่าเด็กทุกคนเข้าใจและสัมผัสได้ถึงความรักที่คุณพ่อคุณแม่ทุกคนตั้งใจมอบให้พวกเขาค่ะ